ไม่น่าเชื่อว่า เพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาล จากนายกฯ อภิสิทธิ์ฯ และ รมต.ต่างประเทศ นายกษิตฯ มาเป็น รัฐบาลที่มีนายกฯ ชื่อ ยิ่งลักษณ์ฯ และ รมต.ต่างประเทศ เป็น นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จากสนามรบชายแดน กลับกลายเป็นความคึกคักทางด้านการค้าขาย ผู้นำทั้งสองประเทศ เปี่ยมด้วยมิตรไมตรี แตกต่างจากเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้มากมาย
หลังการเลือกตั้ง 3 ก.ค. ที่ผ่านมา ก่อนจะรับตำแหน่งนายกฯ นี่อาจเป็นผลงานชิ้นแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ ที่เห็นเป็นรูปธรรม ต่อด้วยการเยือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นทางการ ที่ นายกฯ ฮุนเซน ของกัมพูชา ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ และอบอุ่นยิ่ง และล่าสุดกับการเตะฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างนักการเมืองไทย - กัมพูชา โดยเป็นทีมผสมกันทั้งสองฝ่าย มีนายกฯ ฮุนเซน และ อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ร่วมทีม ถือเป็นบอลทางการฑูตนัดประวัติศาสตร์ เพราะไม่เคยมีการจัดในลักษณะนี้มาก่อน
บรรยากาศในสนาม ซึ่งเต็มความจุ 50,000 ที่นั่ง มีทั้งกองเชียร์คนเสื้อแดง และชาวกัมพูชา การเตะเป็นอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย สนุกสนานเฮฮา จากนั้นก็มีงานเลี้ยงรับรองที่อบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งเหลือเชื่อมาก ที่เพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาล บรรยากาศแบบมิตรภาพกับเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
เรื่องความขัดแย้งต่าง ๆ แม้ว่าจะยังคงดำรงอยู่ ทั้งเรื่องที่พิพาท 4.6 ตร.กม. , เรื่องวีระ-ราตรี , เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล , เรื่อง MOU ฯลฯ แต่ดูเหมือนทุก ๆ ความขัดแย้งดังกล่าว ดูจะไม่เป็นเหตุให้ต้องยกอาวุธขึ้นประหัตประหารกัน ซึ่งมีแต่ความสูญเสีย ทั้งชีวิตของทหาร และประชาชน , สิ้นเปลืองอาวุธยุทโธปกรณ์ , สูญเสียโอกาสทางการค้า การแข่งขัน , สูญเสียด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ
หากไทย และกัมพูชา ได้ร่วมมือกัน โดยมองข้ามเรื่องความขัดแย้งไร้สาระ จะสามารถพัฒนาทั้งสองประเทศไปได้อีกมาก อาทิ
- ที่พิพาท 4.6 ตร.กม. รอบประสาทเขาพระวิหาร จะเถียงกัน-รบกัน ให้มันได้อะไรขึ้นมา แทนที่จะร่วมกันพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ดึงเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากมาย มาโง่รบกันอยู่ได้
- พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ถ้ามัวเถียงกันก็ไม่ต้องทำอะไร หากตกลงกันได้จะสามารถนำน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ มาพัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อีกมหาศาล
สำหรับคนที่กระหายสงครามที่อยู่เมืองกรุง จะพูดอะไรก็พูดได้ น้ำลายฟูมปาก แต่คนที่ต้องสังเวยชีวิตคือทหาร และประชาชน ที่อยู่ชายแดน , เด็ก ๆ เยาวชนที่ต้องวิ่งลงหลุมหลบภัยเมื่อมีเสียงสัญญาณ ถ้าหากจะมีการรบครั้งต่อไป ให้พวกกระหายสงครามออกแนวหน้าเลย ดูว่าจะกล้าปากดีอีกไหม
สุดท้ายสิ่งที่อยากจะบอกคือ สงครามคือการสร้างประโยชน์ให้กับพ่อค้าอาวุธ ผู้คุมงบประมาณ รวมถึงผลประโยชน์ทางการเมือง กลับไปดูได้ว่ามีใครกันบ้าง
ปล. มีข่าวจากชายแดนว่า ทันทีที่ผลการเลือกตั้ง 3 ก.ค. ออกมา มีการฉลองกันตามแนวชายแดน ทั้งไทย และกัมพูชา ไม่ใช่เพียงเพราะพรรคที่เขาเลือกชนะ แต่เพราะเขาไม่ต้องกังวลกับการวิ่งลงหลุมหลบภัยอีกต่อไปแล้วต่างหาก





